สัปดาห์ที่ 30 เทศกาลธรรมดา
สดด 24:1-2,3-4,5-6
ทำวัตรสัปดาห์ที่ 2
บทอ่านจากหนังสือประกาศกเยเรมีย์ ยรม 31:7-9
องค์พระผู้เป็นเจ้าตรัสดังนี้ “จงร้องเพลงด้วยความยินดีสำหรับยาโคบ และโห่ร้องต้อนรับผู้นำของนานาชาติ
จงประกาศสรรเสริญร้องว่า ‘องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงช่วยประชากรของพระองค์ให้รอดพ้น
คือผู้ที่รอดชีวิตของอิสราเอล’ ดูซิ เราจะนำเขาทั้งหลายกลับมาจากแผ่นดินทางทิศเหนือ
และจะรวบรวมเขาทั้งหลายมาจากปลายแผ่นดิน ในหมู่เขาจะมีทั้งคนตาบอด คนขาพิการ
หญิงมีครรภ์ และหญิงที่กำลังคลอดบุตร
เขาทั้งหลายจะกลับมาที่นี่พร้อมกันเป็นหมู่ใหญ่ เขาทั้งหลายกลับมาด้วยน้ำตานองหน้า
เราจะนำเขากลับมาขณะที่เขาอธิษฐานภาวนา เราจะนำเขาให้เดินไปยังธารน้ำ
ให้เดินในทางตรงที่เขาจะไม่สะดุด เพราะเราเป็นบิดาสำหรับอิสราเอล
และเอฟราอิมเป็นบุตรคนแรกของเรา”
เพลงสดุดี
สดด 126:1-2,3-4,5-6
ก) เมื่อองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงนำบรรดาเชลยกลับมาสู่ศิโยน
เราเป็นเสมือนผู้อยู่ในความฝัน
ขณะนั้น ปากของเรากำลังหัวเราะ
ลิ้นของเรามีแต่เสียงโห่ร้องยินดี
ขณะนั้น นานาชาติก็พูดว่า
“องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงกระทำกิจการยิ่งใหญ่เพื่อเขาทั้งหลาย”
เราเป็นเสมือนผู้อยู่ในความฝัน
ขณะนั้น ปากของเรากำลังหัวเราะ
ลิ้นของเรามีแต่เสียงโห่ร้องยินดี
ขณะนั้น นานาชาติก็พูดว่า
“องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงกระทำกิจการยิ่งใหญ่เพื่อเขาทั้งหลาย”
ข) ถูกต้องแล้ว
องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงกระทำกิจการยิ่งใหญ่เพื่อเราและเรามีความยินดี
ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้า โปรดทรงเปลี่ยนสภาพของข้าพเจ้าทั้งหลายให้กลับดีเช่นเดิม
เหมือนธารน้ำบริเวณเนเกบ
ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้า โปรดทรงเปลี่ยนสภาพของข้าพเจ้าทั้งหลายให้กลับดีเช่นเดิม
เหมือนธารน้ำบริเวณเนเกบ
ค) ผู้ที่หว่านด้วยน้ำตา
ย่อมโห่ร้องยินดีเมื่อเก็บเกี่ยว
เขาเดินพลาง ร้องไห้พลาง
หอบเมล็ดพืชไปหว่าน
ยามกลับมา เขาโห่ร้องด้วยความยินดี
นำฟ่อนข้าวกลับมาด้วย
ย่อมโห่ร้องยินดีเมื่อเก็บเกี่ยว
เขาเดินพลาง ร้องไห้พลาง
หอบเมล็ดพืชไปหว่าน
ยามกลับมา เขาโห่ร้องด้วยความยินดี
นำฟ่อนข้าวกลับมาด้วย
บทอ่านจากจดหมายถึงชาวฮีบรู ฮบ
5:1-6
มหาสมณะทุกองค์ย่อมได้รับการคัดเลือกจากมวลมนุษย์
ได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้แทนเพื่อนมนุษย์ในความสัมพันธ์ติดต่อกับพระเจ้า
เพื่อถวายทั้งบรรณาการและเครื่องบูชาชดเชยบาป
เขาสามารถเห็นใจผู้ที่ไม่รู้และหลงผิด เพราะเขาก็ถูกความอ่อนแอครอบงำอยู่เช่นกัน
เพราะเหตุนี้
เขาจึงต้องถวายบูชาชดเชยบาปสำหรับตนเองเช่นเดียวกับชดเชยบาปสำหรับประชากรด้วย
ไม่มีใครแอบอ้างเกียรตินี้เป็นของตนได้ นอกจากผู้ที่พระเจ้าทรงเรียกเหมือนกับอาโรน
ในทำนองเดียวกันพระคริสตเจ้ามิได้ทรงยกย่องพระองค์เองขึ้นเป็นมหาสมณะ
แต่ผู้ที่ทรงยกย่องพระคริสตเจ้าคือพระเจ้า ผู้ตรัสกับพระองค์ว่า “ท่านเป็นบุตรของเรา
วันนี้เราได้ให้กำเนิดท่าน” เช่นเดียวกับที่ได้ตรัสไว้อีกแห่งหนึ่งว่า “ท่านเป็นสมณะตลอดนิรันดรตามแบบอย่างของเมลคีเซเดค”
บทอ่านจากพระวรสารนักบุญมาระโก มก 10:46-52
เวลานั้น
พระเยซูเจ้าเสด็จมาถึงเมืองเยรีโคพร้อมกับบรรดาศิษย์
ขณะที่พระองค์เสด็จออกจากเมืองเยรีโคพร้อมกับบรรดาศิษย์และประชาชนจำนวนมาก
บารทิเมอัส บุตรของทิเมอัส คนขอทานตาบอดนั่งอยู่ริมทาง
เมื่อได้ยินว่าพระเยซูชาวนาซาเร็ธกำลังเสด็จผ่านมา เขาก็เริ่มส่งเสียงร้องตะโกนว่า
‘ข้าแต่พระเยซู โอรสของกษัตริย์ดาวิดเจ้าข้า
โปรดเมตตาข้าพเจ้าเถิด’ หลายคนได้ดุเขาให้เงียบ
แต่เขากลับตะโกนดังยิ่งกว่าเดิมว่า ‘พระโอรสของกษัตริย์ดาวิดเจ้าข้า
โปรดเมตตาข้าพเจ้าเถิด’ พระเยซูเจ้าทรงหยุด ตรัสว่า ‘ไปเรียกเขามาซิ’ เขาก็เรียกคนตาบอดพลางกล่าวว่า
‘ทำใจดี ๆ ไว้ ลุกขึ้น พระองค์กำลังเรียกเจ้าแล้ว’ คนตาบอดก็สลัดเสื้อคลุมทิ้ง
กระโดดเข้าไปเฝ้าพระเยซูเจ้า พระเยซูเจ้าตรัสว่า ‘เจ้าอยากให้เราทำอะไรให้เจ้า?’ คนตาบอดทูลว่า ‘รับบูนี
ให้ข้าพเจ้าแลเห็นเถิด’ พระเยซูเจ้าตรัสกับเขาว่า ‘ไปเถิด ความเชื่อของเจ้าได้ช่วยเจ้าให้รอดพ้นแล้ว’ ทันใดนั้น
เขากลับแลเห็นและเดินทางติดตามพระองค์ไป
ข้อคิด
คนตาบอดเป็นคนที่น่าสงสาร
แต่คนตาบอดทางใจที่เห็นผิดเป็นชอบ ก็น่าสงสารยิ่งกว่าอีก และต้องการการเยียวยารักษา
พระคริสตเจ้าทรงเป็นหมอวิเศษ ทรงช่วยประชากรของพระองค์ให้รอด
ดังที่ประกาศกเยเรมีย์กล่าวทำนายไว้ ทรงรักษาคนพิการ ทรงรักษาบารทิเมอัส
คนตาบอดให้มองเห็นได้อาศัยความเชื่อของเขา ให้เรามีความเชื่อในพระคริสตเจ้าเช่นกัน
เพื่อเราจะได้รับการรักษาจากพระองค์ทั้งกายและวิญญาณ

No comments:
Post a Comment