Wednesday, October 31, 2012

2012 - เสาร์ 3 พฤศจิกายน 2555




เสาร์ที่ 3 พฤศจิกายน 2555
นักบุญมาร์ติน เด ปอเรส นักบวช
สดด 42:1,2,4
ทำวัตรสัปดาห์ที่ 2

 

บทอ่านจากจดหมายนักบุญเปาโลถึงชาวฟิลิปปี
บทอ่านที่ 1                                                          ฟป 1:18ข-26

พี่น้อง พระคริสตเจ้าก็ทรงได้รับการประกาศแล้ว  เพราะเหตุนี้  ข้าพเจ้าจึงมีความยินดี  และจะยินดีต่อไป  ข้าพเจ้ารู้ว่า  สิ่งนี้จะทำให้ข้าพเจ้ารอดพ้นด้วยคำอธิษฐานภาวนาของท่านทั้งหลายและด้วยความช่วยเหลือของพระจิตแห่งพระเยซูคริสตเจ้า  ตามที่ข้าพเจ้ามุ่งมั่นรอคอยอย่างกระตือรือร้น  และหวังว่าข้าพเจ้าจะไม่อับอายเลย  แต่จะพูดอย่างกล้าหาญว่า  พระคริสตเจ้าจะทรงได้รับเกียรติในร่างกายของข้าพเจ้า ณ บัดนี้  เหมือนกับในอดีต  ไม่ว่าข้าพเจ้าจะเป็นหรือตายก็ตาม  ข้าพเจ้าคิดว่าการมีชีวิตอยู่ก็คือพระคริสตเจ้า  และการตายก็เป็นกำไร  หากการมีชีวิตอยู่ในโลกนี้เป็นโอกาสให้ข้าพเจ้าทำงานได้ผลแล้ว  ข้าพเจ้าก็ไม่รู้ว่าจะเลือกสิ่งใดดี  ข้าพเจ้ารู้สึกลังเล  คือปรารถนาจะพ้นจากชีวิตนี้ไปเพื่ออยู่กับพระคริสตเจ้า  ซึ่งจะเป็นการดีกว่ามาก  แต่การมีชีวิตอยู่ในโลกนี้ต่อไปก็จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับท่านทั้งหลาย  เมื่อข้าพเจ้ามั่นใจเช่นนี้แล้ว  ข้าพเจ้าก็รู้ว่าข้าพเจ้าจะอยู่ต่อไป  และอยู่เคียงข้างท่านทุกคน  เพื่อช่วยให้ท่านก้าวหน้าและชื่นชมในความเชื่อ  เพื่อท่านทั้งหลายจะได้ภูมิใจพระคริสตเยซูยิ่งขึ้น  เพราะข้าพเจ้าได้กลับมาอยู่กับท่านอีกครั้งหนึ่ง

พระวรสาร                                                           ลก 14:1,7-11

วันสับบาโตวันหนึ่ง  พระเยซูเจ้าเสด็จไปเสวยพระกระยาหารที่บ้านของหัวหน้าชาวฟาริสีผู้หนึ่ง  ผู้ที่อยู่ที่นั่นต่างจ้องมองพระองค์

พระเยซูเจ้าทรงสังเกตเห็นผู้รับเชิญต่างเลือกที่นั่งที่มีเกียรติ  จึงตรัสเป็นอุปมากับเขาว่า

เมื่อมีใครเชิญท่านไปในงานมงคลสมรส  อย่าไปนั่งในที่ที่มีเกียรติ  เพราะถ้ามีคนสำคัญกว่าท่านได้รับเชิญมาด้วย  เจ้าภาพที่เชิญท่านและเชิญเขาจะมาบอกท่านว่า “จงให้ที่นั่งแก่ผู้นี้เถิด”  แล้วท่านจะต้องอับอายไปนั่งที่สุดท้าย  แต่เมื่อท่านได้รับเชิญ  จงไปนั่งในที่สุดท้ายเถิด  เพื่อเจ้าภาพที่เชิญท่านจะมาบอกท่านว่า “เพื่อนเอ๋ย  จงไปนั่งในที่ที่ดีกว่านี้เถิด”  แล้วท่านจะได้รับเกียรติต่อหน้าผู้ร่วมโต๊ะทั้งหลาย  เพราะทุกคนที่ยกตนขึ้นจะถูกกดให้ต่ำลง  แต่ทุกคนที่ถ่อมตนลงจะได้รับการยกย่องให้สูงขึ้น

ข้อคิด

พระเยซูเจ้าสอนเรื่องความสุภาพถ่อมตน  ทั้งต่อหน้าพระเจ้าและเพื่อนมนุษย์  พระเจ้าจะยกย่องคนที่มีใจสุภาพถ่อมตนด้วยความสำนึกถึงพระหรรษทานอันยิ่งใหญ่ที่มาจากพระเจ้าเท่านั้น  เหมือนดั่งที่พระองค์ทรงแสดงความสุภาพต่อน้ำพระทัยของพระบิดาเจ้าสวรรค์จนถึงที่สุด คือ การยอมสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน  ที่สุดพระบิดาเจ้าก็ได้ทรงประทานพระสิริรุ่งโรจน์ให้แด่องค์พระบุตร

 

Tuesday, October 30, 2012

2012 - ศุกร์ 2 พฤศจิกายน 2555




ศุกร์ที่ 2 พฤศจิกายน 2555
วันภาวนาอุทิศแด่ผู้ล่วงลับ
สัปดาห์ที่ 30 เทศกาลธรรมดา
สดด 103:8-10,13-14,15-17,18
วันศุกร์ต้นเดือน

 

บทอ่านจากหนังสือกิจการอัครสาวก
บทอ่านที่ 1                                                 กจ 10:34-36,42-43

ขณะนั้น เปโตรเริ่มพูดว่า “ข้าพเจ้าเห็นจริงแล้วว่าพระเจ้าไม่ทรงลำเอียง  ทุกคนที่ยำเกรงพระองค์และปฏิบัติความชอบธรรม  ไม่ว่าจะมีเชื้อชาติใด  ย่อมเป็นที่พอพระทัยของพระองค์  พระองค์ทรงมอบพระวาจาแก่ลูกหลานของชาวอิสราเอล  โดยทรงประกาศข่าวดีแห่งสันติสุขเดชะพระเยซูคริสตเจ้า  พระเยซูเจ้าพระองค์นี้ทรงเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าของทุกคน

พระเยซูเจ้าทรงบัญชาให้เราประกาศสอนประชาชน  และเป็นพยานยืนยันว่าพระเจ้าทรงแต่งตั้งพระองค์ให้เป็นผู้พิพากษามนุษย์ทุกคน  ทั้งผู้เป็นและผู้ตาย  บรรดาประกาศกทั้งปวงเป็นพยานยืนยันถึงพระองค์ว่า “ทุกคนที่มีความเชื่อในพระองค์จะได้รับการอภัยบาปเดชะพระนามของพระองค์”

พระวรสารนักบุญลูกา                                            ลก 12:35-40

เวลานั้น พระเยซูเจ้าตรัสกับบรรดาอัครสาวกว่า

“ท่านทั้งหลายจงคาดสะเอว  และจุดตะเกียงเตรียมพร้อมไว้  จงเป็นเสมือนผู้รับใช้ที่กำลังคอยนายกลับจากงานสมรส  เมื่อนายมาและเคาะประตูจะได้เปิดรับ  ผู้รับใช้เหล่านั้นเป็นสุข  ถ้านายกลับมาพบเขากำลังตื่นเฝ้าอยู่  เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า  นายจะคาดสะเอวพาผู้รับใช้เหล่านั้นไปนั่งโต๊ะและจะรับใช้เขาด้วย  ไม่ว่านายจะมาเวลาสองยามหรือสามยาม  ถ้าพบผู้รับใช้กำลังทำเช่นนี้  ผู้รับใช้เหล่านั้นก็เป็นสุข

พึงรู้ไว้เถิด  ถ้าเจ้าของบ้านรู้ว่าขโมยจะมาเวลาใด  เขาคงไม่ปล่อยให้ขโมยงัดแงะบ้านของตน  ท่านทั้งหลายจงเตรียมพร้อมไว้  เพราะบุตรแห่งมนุษย์จะเสด็จมาในเวลาที่ท่านมิได้คาดหมาย

ข้อคิด

การเสด็จกลับเป็นขึ้นมาของพระเยซูเจ้าเตือนเราให้มีความพร้อมที่จะรับการเสด็จมาครั้งที่สองของพระองค์  ด้วยเหตุนี้  เราจึงต้องรับผิดชอบต่อสิ่งที่เราได้รับมอบหมายในวันที่เราได้รับศีลล้างบาปว่า  จะเป็นประจักษ์พยานถึงพระองค์  จะรักษาความดีงามและน้อมรับพระบัญญัติของพระองค์  นำไปปฏิบัติด้วยความซื่อสัตย์  จนถึงวันที่พระองค์จะเสด็จกลับมาอีก

Saturday, October 27, 2012

2012 - พฤหัสบดี 1 พฤศจิกายน 2555



พฤหัสบดีที่ 1 พฤศจิกายน 2555
สัปดาห์ที่ 30 เทศกาลธรรมดา
สดด 114:1, 2, 9-11ก
ทำวัตรสัปดาห์ที่ 2

 

บทอ่านจากจดหมายนักบุญเปาโลอัครสาวกถึงชาวเอเฟซัส
บทอ่านที่ 1                                                             อฟ 6:10-20

พี่น้อง สุดท้ายนี้  ท่านทั้งหลายจงเป็นผู้เข้มแข็งในองค์พระผู้เป็นเจ้า จงตักตวงพลังจากพระพลานุภาพของพระองค์  จงสวมใส่อาวุธครบชุดของพระเจ้า  เพื่อท่านจะยืนหยัดต่อต้านเล่ห์กลของปีศาจได้  เพราะเรามิได้ต่อสู้กับพลังมนุษย์  แต่ต่อสู้กับเทพนิกรเจ้าและเทพนิกรอำนาจ  ต่อสู้กับผู้ปกครองพิภพแห่งความมืดมนนี้  ต่อสู้กับบรรดาจิตแห่งความชั่วร้ายที่อยู่บนท้องฟ้า  เพราะฉะนั้น ท่านทั้งหลายจงสวมใส่อาวุธครบชุดของพระเจ้าเพื่อจะต้านทานทุกสิ่งได้ในวันเลวร้าย  และยืนหยัดอยู่ได้จนถึงที่สุด

จงยืนหยัดมั่นคง  จงคาดสะเอวด้วยความจริง  จงสวมความชอบธรรมเป็นเสื้อเกราะ  จงสวมความกระตือรือร้นที่จะประกาศพระวรสารแห่งสันติเป็นรองเท้า  จงถือความเชื่อเป็นโล่ไว้เสมอ  เพื่อใช้ดับธนูไฟของมาร

จงใช้ความรอดพ้นเป็นเกราะป้องกันศีรษะ  จงถือดาบของพระจิตเจ้าคือพระวาจาของพระเจ้าไว้  จงอธิษฐานภาวนาอยู่เสมอ  ขอพระจิตเจ้าทรงดลใจคำอธิษฐานวอนขอต่าง ๆ ทุกโอกาส  จงตื่นเฝ้า  อย่าท้อถอยที่จะวอนขอเพื่อบรรดาผู้ศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายและเพื่อข้าพเจ้าด้วย  พระองค์จะได้ประทานถ้อยคำให้ข้าพเจ้ามีโอกาศเปิดปากพูด และประกาศธรรมล้ำลึกแห่งพระวรสารได้อย่างองอาจ  ข้าพเจ้าเป็นทูตที่ถูกจองจำเพราะพระวรสารนี้  ขอให้ข้าพเจ้ามีความกล้าหาญที่จะพูดอย่างเหมาะสมด้วยเถิด

 
พระวรสารนักบุญลูกา                                            ลก 13:31-35

เวลานั้น ชาวฟาริสีบางคนเข้ามาทูลพระเยซูเจ้าว่า “ท่านจงเดินทางออกไปจากที่นี่เถิด  เพราะกษัตริย์เฮโรดต้องการจะฆ่าท่าน”  พระองค์ตรัสตอบว่า “จงไปบอกเจ้าสุนัขจิ้งจองตัวนั้นว่าเราขับไล่ปีศาจและรักษาโรค วันที่สามเราจะบรรลุถึงเป้าหมาย  แต่วันนี้ พรุ่งนี้ และมะรืนนี้  เราจะต้องเดินทางต่อไป  เพราะประกาศกจะตายนอกกรุงเยรูซาเล็มไม่ได้

เยรูซาเล็มเอ๋ย  เยรูซาเล็ม  เจ้าฆ่าประกาศก  เอาหินทุ่มผู้ที่พระเจ้าทรงส่งมาหาเจ้ากี่ครั้งกี่หนแล้วที่เราต้องการรวบรวมบุตรของเจ้าเหมือนดังแม่ไก่รวบรวมลูกไว้ใต้ปีก  แต่เจ้าไม่ต้องการ  บัดนี้ บ้านของท่านทั้งหลายจะต้องถูกทิ้งร้าง  เราบอกท่านทั้งหลายว่า  ท่านจะไม่เห็นเราอีกจนถึงเวลาที่ท่านจะกล่าวว่า ขอถวายพระพรแด่ผู้ที่มาในพระนามขององค์พระผู้เป็นเจ้า

ข้อคิด

ในวันนี้  พระเยซูยังจะทรงกระทำพระราชกิจต่อไปจนกว่าจะสำเร็จ  และเป้าหมายสูงสุดของพระราชกิจนั้นก็คือการไถ่บาปบนกางเขนและการกลับเป็นขึ้นมาจากความตาย  และพระเยซูทรงทำนายถึงการทำลายพระวิหารและกรุงเยรูซาเล็มในปี ค.ศ. 70 โดยพวกทหารโรมัน  เราเห็นได้ว่าพระเยซูเจ้าพระองค์ทรงมีจุดยืนที่ชัดเจนต่อน้ำพระทัยของบิดาเจ้า  ที่สุดพระองค์เองรู้ว่าวันหนึ่งชาวอิสราเอลจะกลับใจใหม่ยอมรับว่าพระองค์เป็นพระเมสสิยาห์  และเล็งถึงการเสด็จมาครั้งที่สองของพระองค์

 

2012 - พุธที่ 31 ตุลาคม 2555




พุธที่ 31 ตุลาคม 2555
สัปดาห์ที่ 30 เทศกาลธรรมดา
สดด 145:10-11,12-13กข,13ค-14
ทำวัตรสัปดาห์ที่ 2
 

บทอ่านจากจดหมายนักบุญเปาโลอัครสาวกถึงชาวเอเฟซัส
บทอ่านที่ 1                                                                อฟ 6:1-9

บุตรทั้งหลาย จงเชื่อฟังบิดามารดา ในองค์พระผู้เป็นเจ้า เพราะการกระทำเช่นนี้ถูกต้อง พระบัญญัติที่ว่า จงให้เกียรติบิดามารดาเป็นพระบัญญัติแรกซึ่งมีพระสัญญาควบคู่อยู่ด้วยว่า แล้วท่านจะอยู่บนแผ่นดินอย่างเป็นสุข และมีอายุยืน

บิดา อย่าย้ำสอนจนบุตรขุ่นเคือง แต่จงอบรมสั่งสอนและตักเตือนเขาตามหลักธรรมขององค์พระผู้เป็นเจ้า

ทาส จงเชื่อฟังผู้ที่เป็นนายในโลกนี้ด้วยความเคารพยำเกรงจากใจจริง ประหนึ่งเชื่อฟังองค์พระคริสตเจ้า อย่าทำดีรับใช้ต่อหน้าเหมือนจะให้มนุษย์พอใจเท่านั้น แต่จงเป็นเสมือนทาสรับใช้พระคริสตเจ้า กระทำตามพระประสงค์ของพระเจ้าจากใจจริง จงรับใช้ด้วยความเต็มใจเหมือนกับรับใช้องค์พระผู้เป็นเจ้า มิใช่รับใช้มนุษย์ ท่านรู้อยู่แล้วว่าถ้าแต่ละคนทำดีไว้อย่างไร ก็จะได้รับค่าตอบแทนจากองค์พระผู้เป็นเจ้า ไม่ว่าเขาจะเป็นทาสหรือเป็นอิสระก็ตาม

เจ้านาย จงปฏิบัติต่อทาสเช่นเดียวกัน จงละเว้นการข่มขู่ต่าง ๆ ท่านย่อมรู้อยู่ว่า พระองค์ผู้ทรงเป็นนายทั้งของท่านและของเขานั้นสถิตอยู่ในสวรรค์และไม่ทรงลำเอียง

พระวรสารนักบุญลูกา                                           ลก 13:22-30

เวลานั้น พระเยซูเจ้าเสด็จผ่านเมืองและหมู่บ้าน ทรงสั่งสอนประชาชนและทรงเดินทางมุ่งไปกรุงเยรูซาเล็ม คนคนหนึ่งทูลถามพระองค์ว่า พระเจ้าข้า มีคนน้อยคนใช่ไหมที่รอดพ้นได้พระองค์ตรัสกับเขาทั้งหลายว่า จงพยายามเข้าทางประตูแคบ เพราะเราบอกท่านทั้งหลายว่าหลายคนพยายามจะเข้าไป แต่จะเข้าไม่ได้

เมื่อเจ้าของบ้านจะลุกขึ้นเพื่อปิดประตู ท่านจะยืนอยู่ข้างนอก เคาะประตูพูดว่า พระเจ้าข้า เปิดประตูให้พวกเราด้วยแต่เขาจะตอบว่า เราไม่รู้ว่าพวกเจ้ามาจากที่ใดแล้วท่านก็จะพูดว่า พวกเราได้กินได้ดื่มอยู่กับท่าน ท่านได้สอนในลานสาธารณะของเราแต่เจ้าของบ้านจะตอบว่า เราไม่รู้ว่าพวกเจ้ามาจากที่ใดไปให้พ้นจากเราเถิด เจ้าทั้งหลายที่กระทำการชั่วช้า

เวลานั้น ท่านทั้งหลายจะร่ำไห้คร่ำครวญและขบฟันด้วยความขุ่นเคือง  เมื่อแลเห็นอับราฮัม อิสอัคและยาโคบกับบรรดาประกาศกในพระอาณาจักรของพระเจ้า แต่ท่านทั้งหลายกลับถูกไล่ออกไปข้างนอก จะมีคนจากทิศตะวันออกและทิศตะวันตก ทิศเหนือและทิศใต้ มานั่งร่วมโต๊ะในพระอาณาจักรของพระเจ้า

ดังนั้น พวกที่เป็นกลุ่มสุดท้ายจะกลับกลายเป็นกลุ่มแรก และพวกที่เป็นกลุ่มแรกจะกลับกลายเป็นกลุ่มสุดท้าย

 
ข้อคิด

พระคริสตเจ้าเคยตรัสว่า มิใช่ผู้ที่กล่าวว่า พระเจ้าข้า พระเจ้าข้า จะได้เข้าอาณาจักรสวรรค์ แต่ผู้ที่ปฏิบัติตามพระประสงค์ของพระบิดาของเราทางสวรรค์ที่นำไปสู่ชีวิต คนจำนวนน้อยพบทางนี้ คนจำนวนมากเลือกเดินทางกว้างที่นำไปสู่ความพินาศ ส่วนเราล่ะเลือกเดินทางไหน ไม่ว่าเราแต่ละคนจะเป็นพ่อ แม่ ลูก เจ้านาย คนใช้ ให้เราทำหน้าที่ต่อกันอย่างดีตามพระประสงค์ของพระเจ้า เราก็จะได้นั่งร่วมโต๊ะในพระอาณาจักรของพระองค์

2012 - อังคาร 30 ตุลาคม 2555



อังคารที่ 30 ตุลาคม 2555
สัปดาห์ที่ 30 เทศกาลธรรมดา
สดด 128:1-2,3,4-5
ทำวัตรสัปดาห์ที่ 2
 

บทอ่านจากจดหมายนักบุญเปาโลอัครสาวกถึงชาวเอเฟซัส
บทอ่านที่ 1                                                            อฟ 5:21-33

พี่น้อง จงยอมอยู่ใต้อำนาจของกันและกันด้วยความเคารพยำเกรงพระคริสตเจ้า ภรรยาจงยอมอยู่ใต้อำนาจของสามีเหมือนยอมอยู่ใต้อำนาจขององค์พระผู้เป็นเจ้า เพราะสามีเป็นศีรษะของภรรยาเหมือน พระคริสตเจ้าทรงเป็นพระเศียรของพระศาสนจักร พระองค์ทรงเป็นผู้ช่วยพระศาสนจักรซึ่งเป็นพระกายให้รอดพ้น พระศาสนจักรยอมอยู่ใต้อำนาจของพระคริสตเจ้าฉันใด ภรรยาก็ต้องยอมอยู่ใต้อำนาจของสามีทุกเรื่องฉันนั้น

สามีก็จงรักภรรยาดังที่พระคริสตเจ้าทรงรักพระศาสนจักร และทรงพลีพระองค์เพื่อพระศาสนจักร ทรงบันดาลให้พระศาสนจักรศักดิ์สิทธิ์ ทรงใช้น้ำและพระวาจาชำระพระศาสนจักรให้บริสุทธิ์ พระองค์จะได้ทรงพบว่าพระศาสนจักรนั้นรุ่งโรจน์ ศักดิ์สิทธิ์ ปราศจากมลทิน ปราศจากตำหนิริ้วรอยหรือสิ่งใด ๆ ในลักษณะดังกล่าว เช่นเดียวกัน สามีต้องรักภรรยาเหมือนรักกายของตน ผู้ที่รักภรรยาก็รักตนเอง เพราะไม่มีใครเกลียดชังเนื้อหนังของตน แต่ย่อมเลี้ยงดูและทะนุถนอมอย่างดียิ่ง พระคริสตเจ้าทรงกระทำเช่นเดียวกันต่อพระศาสนจักร เพราะเราเป็นส่วนแห่งพระกายของพระองค์ พระคัมภีร์กล่าวว่า เพราะเหตุนี้ ชายจะละบิดามารดาไปผูกพันอยู่กับภรรยา และทั้งสองจะเป็นเนื้อเดียวกันธรรมล้ำลึกประการนี้ยิ่งใหญ่นัก ข้าพเจ้าหมายถึงพระคริสตเจ้ากับพระศาสนจักร ดังนั้น แต่ละท่านจงรักภรรยาของตนเหมือนรักตนเอง และภรรยาก็จงเคารพยำเกรงสามี

พระวรสารนักบุญลูกา                                           ลก 13:18-21

เวลานั้น พระเยซูเจ้าตรัสว่า

พระอาณาจักรของพระเจ้าเหมือนกับสิ่งใด เราจะเปรียบพระอาณาจักรกับสิ่งใด  พระอาณาจักรก็เหมือนกับเมล็ดมัสตาร์ดซึ่งชายคนหนึ่งทิ้งไว้ในสวนของตน มันเติบโตขึ้นและกลายเป็นต้นไม้ จนกระทั่งบรรดานกในอากาศมาทำรังอาศัยบนกิ่งได้

พระองค์ยังตรัสอีกว่า เราจะเปรียบพระอาณาจักรของพระเจ้ากับสิ่งใด พระอาณาจักรก็เหมือนกับเชื้อแป้งที่หญิงคนหนึ่งนำมาเคล้าผสมกับแป้งสามถัง จนแป้งฟูขึ้นทั้งหมด’”

ข้อคิด

พระเจ้าทรงสร้างมนุษย์ตามภาพลักษณ์ของพระองค์ ทรงสร้างเป็นชายและหญิง ทรงเอาซี่โครงของชายมาสร้างหญิง เพื่อให้ชายตระหนักว่าหญิงเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายตน  ต้องรัก เลี้ยงดูทะนุถนอม สามีภรรยาต้องรักและเคารพกัน ซื่อสัตย์ต่อกัน  ไม่นอกใจกัน  ไม่หย่า บุญราศีสมเด็จพระสันตะปาปายอห์น ปอล ที่ 2  ตรัสว่า อนาคตของสังคมและพระศาสนจักรขึ้นอยู่กับครอบครัว ซึ่งเป็นพื้นฐานของสังคม เมื่อคนดี ครอบครัวเข้มแข็ง สังคมก็ดีด้วย

2012 - จันทร์ที่ 29 ตุลาคม 2555



จันทร์ที่ 29 ตุลาคม 2555
สัปดาห์ที่ 30 เทศกาลธรรมดา
สดด 1:1-6
ทำวัตรสัปดาห์ที่ 2
 
บทอ่านจากจดหมายนักบุญเปาโลอัครสาวกถึงชาวเอเฟซัส
บทอ่านที่ 1                                                           อฟ 4:32-5:8

พี่น้อง จงมีใจโอบอ้อมอารี มีเมตตาต่อกัน ให้อภัยกันดังที่พระเจ้าทรงให้อภัยแก่ท่านในองค์พระคริสตเจ้าเถิด

ท่านทั้งหลายจงทำตามแบบฉบับของพระเจ้า ประดุจบุตรสุดที่รักของพระองค์ จงดำเนินชีวิตในความรักดังที่พระคริสตเจ้าทรงรักเราและทรงมอบพระองค์เพื่อเรา เป็นเครื่องบูชากลิ่นหอมถวายแด่พระเจ้า

ในหมู่ท่านทั้งหลาย อย่าให้มีการผิดประเวณี ความลามกโสมมต่าง ๆ หรือความโลภ อย่าให้มีแม้แต่การพูดถึง จึงจะเป็นการเหมาะสมกับผู้ศักดิ์สิทธิ์ อย่าให้มีทั้งการพูดหยาบคาย พูดไร้สาระและตลกหยาบโลนซึ่งไม่เป็นการสมควร แต่ให้มีการขอบพระคุณ

ท่านทั้งหลายจงรู้ไว้เถิดว่า คนผิดประเวณี คนลามกโสมม และคนโลภซึ่งเป็นเสมือนคนนับถือรูปเคารพ ไม่มีสิทธิรับมรดกในพระอาณาจักรของพระคริสตเจ้าและของพระเจ้าเลย อย่าให้ใครใช้คำพูดไร้สาระหลอกลวงท่าน ผู้ที่ไม่ยอมเชื่อฟังและทำความผิดเหล่านี้สมควรจะได้รับโทษจากพระเจ้า จงอย่าสมาคมกับคนเหล่านี้เลย ในอดีตท่านเคยเป็นความมืด แต่บัดนี้ท่านเป็นความสว่างในองค์พระผู้เป็นเจ้า จงดำเนินชีวิตเช่นบุตรแห่งความสว่างเถิด

พระวรสารนักบุญลูกา                                           ลก 13:10-17

เวลานั้น พระเยซูเจ้าทรงสั่งสอนอยู่ในศาลาธรรมแห่งหนึ่งในวันสับบาโต สตรีคนหนึ่งถูกปีศาจสิง เจ็บป่วยมาสิบแปดปีแล้ว หลังค่อม ยืดตัวตรงไม่ได้เลย เมื่อพระเยซูเจ้าทอดพระเนตรเห็น จึงทรงเรียกนางเข้ามาและตรัสว่า หญิงเอ๋ย เธอพ้นจากความพิการของเธอแล้วพระองค์ทรงปกพระหัตถ์เหนือนาง ทันใดนั้น นางก็ยืดตัวตรงและถวายพระเกียรติแด่พระเจ้า

แต่หัวหน้าศาลาธรรมรู้สึกขัดเคืองที่พระเยซูเจ้าทรงรักษาโรคในวันสับบาโต จึงกล่าวแก่ประชาชนว่า วันที่ทำงานได้มีถึงหกวัน จงมารับการรักษาโรคในวันเหล่านั้นเถิด อย่ามาในวันสับบาโตเลยองค์พระผู้เป็นเจ้าจึงตรัสตอบว่า เจ้าคนหน้าซื่อใจคด เจ้าแต่ละคนมิได้แก้โคหรือลาจากรางหญ้า พาไปกินน้ำในวันสับบาโตดอกหรือ หญิงผู้นี้เป็นบุตรหญิงของอับราฮัม ซึ่งซาตานล่ามไว้เป็นเวลาสิบแปดปีแล้ว ไม่สมควรที่จะถูกแก้จากพันธนาการนี้ในวันสับบาโตด้วยหรือเมื่อพระองค์ตรัสดังนี้แล้ว ผู้ต่อต้านทุกคนของพระองค์รู้สึกอับอาย ขณะที่ประชาชนต่างชื่นชมยินดีเมื่อเห็นการอัศจรรย์ทั้งหลายที่พระองค์ทรงกระทำ
 
ข้อคิด

พระคริสตเจ้าทรงประทานบัญญัติใหม่แก่เรา บัญญัติแห่งความรัก  ซึ่งสำคัญกว่าการถือวันสับบาโต ปัจจุบันพระศาสนจักรไม่ถือวันสับบาโตเป็นวันพระเจ้า แต่ถือวันอาทิตย์แทน ให้เราพร้อมใจกันนมัสการพระเจ้าในวันนั้น และปฏิบัติบัญญัติแห่งความรัก โดยช่วยเหลือผู้อื่นทุก ๆ วันไม่ว่าเป็นวันอะไร

 

Tuesday, October 23, 2012

2012 - อาทิตย์ 28 ตุลาคม 2555





อาทิตย์ที่ 28 ตุลาคม 2555
สัปดาห์ที่ 30 เทศกาลธรรมดา
สดด 24:1-2,3-4,5-6
ทำวัตรสัปดาห์ที่ 2

บทอ่านจากหนังสือประกาศกเยเรมีย์                         ยรม 31:7-9

องค์พระผู้เป็นเจ้าตรัสดังนี้ จงร้องเพลงด้วยความยินดีสำหรับยาโคบ และโห่ร้องต้อนรับผู้นำของนานาชาติ จงประกาศสรรเสริญร้องว่า องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงช่วยประชากรของพระองค์ให้รอดพ้น คือผู้ที่รอดชีวิตของอิสราเอลดูซิ เราจะนำเขาทั้งหลายกลับมาจากแผ่นดินทางทิศเหนือ และจะรวบรวมเขาทั้งหลายมาจากปลายแผ่นดิน ในหมู่เขาจะมีทั้งคนตาบอด คนขาพิการ หญิงมีครรภ์ และหญิงที่กำลังคลอดบุตร เขาทั้งหลายจะกลับมาที่นี่พร้อมกันเป็นหมู่ใหญ่ เขาทั้งหลายกลับมาด้วยน้ำตานองหน้า เราจะนำเขากลับมาขณะที่เขาอธิษฐานภาวนา เราจะนำเขาให้เดินไปยังธารน้ำ ให้เดินในทางตรงที่เขาจะไม่สะดุด เพราะเราเป็นบิดาสำหรับอิสราเอล และเอฟราอิมเป็นบุตรคนแรกของเรา


เพลงสดุดี                                                 สดด 126:1-2,3-4,5-6

ก)    เมื่อองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงนำบรรดาเชลยกลับมาสู่ศิโยน
เราเป็นเสมือนผู้อยู่ในความฝัน
ขณะนั้น ปากของเรากำลังหัวเราะ
ลิ้นของเรามีแต่เสียงโห่ร้องยินดี
ขณะนั้น นานาชาติก็พูดว่า
“องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงกระทำกิจการยิ่งใหญ่เพื่อเขาทั้งหลาย”

ข)    ถูกต้องแล้ว  องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงกระทำกิจการยิ่งใหญ่เพื่อเราและเรามีความยินดี
ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้า  โปรดทรงเปลี่ยนสภาพของข้าพเจ้าทั้งหลายให้กลับดีเช่นเดิม
เหมือนธารน้ำบริเวณเนเกบ

ค)    ผู้ที่หว่านด้วยน้ำตา
ย่อมโห่ร้องยินดีเมื่อเก็บเกี่ยว
เขาเดินพลาง ร้องไห้พลาง
หอบเมล็ดพืชไปหว่าน
ยามกลับมา  เขาโห่ร้องด้วยความยินดี
นำฟ่อนข้าวกลับมาด้วย

 

บทอ่านจากจดหมายถึงชาวฮีบรู                              ฮบ 5:1-6

มหาสมณะทุกองค์ย่อมได้รับการคัดเลือกจากมวลมนุษย์ ได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้แทนเพื่อนมนุษย์ในความสัมพันธ์ติดต่อกับพระเจ้า เพื่อถวายทั้งบรรณาการและเครื่องบูชาชดเชยบาป เขาสามารถเห็นใจผู้ที่ไม่รู้และหลงผิด เพราะเขาก็ถูกความอ่อนแอครอบงำอยู่เช่นกัน เพราะเหตุนี้ เขาจึงต้องถวายบูชาชดเชยบาปสำหรับตนเองเช่นเดียวกับชดเชยบาปสำหรับประชากรด้วย ไม่มีใครแอบอ้างเกียรตินี้เป็นของตนได้ นอกจากผู้ที่พระเจ้าทรงเรียกเหมือนกับอาโรน ในทำนองเดียวกันพระคริสตเจ้ามิได้ทรงยกย่องพระองค์เองขึ้นเป็นมหาสมณะ แต่ผู้ที่ทรงยกย่องพระคริสตเจ้าคือพระเจ้า ผู้ตรัสกับพระองค์ว่า ท่านเป็นบุตรของเรา วันนี้เราได้ให้กำเนิดท่านเช่นเดียวกับที่ได้ตรัสไว้อีกแห่งหนึ่งว่า ท่านเป็นสมณะตลอดนิรันดรตามแบบอย่างของเมลคีเซเดค

บทอ่านจากพระวรสารนักบุญมาระโก                     มก 10:46-52

เวลานั้น พระเยซูเจ้าเสด็จมาถึงเมืองเยรีโคพร้อมกับบรรดาศิษย์ ขณะที่พระองค์เสด็จออกจากเมืองเยรีโคพร้อมกับบรรดาศิษย์และประชาชนจำนวนมาก บารทิเมอัส บุตรของทิเมอัส คนขอทานตาบอดนั่งอยู่ริมทาง เมื่อได้ยินว่าพระเยซูชาวนาซาเร็ธกำลังเสด็จผ่านมา เขาก็เริ่มส่งเสียงร้องตะโกนว่า ข้าแต่พระเยซู โอรสของกษัตริย์ดาวิดเจ้าข้า โปรดเมตตาข้าพเจ้าเถิดหลายคนได้ดุเขาให้เงียบ แต่เขากลับตะโกนดังยิ่งกว่าเดิมว่า พระโอรสของกษัตริย์ดาวิดเจ้าข้า โปรดเมตตาข้าพเจ้าเถิดพระเยซูเจ้าทรงหยุด ตรัสว่า ไปเรียกเขามาซิเขาก็เรียกคนตาบอดพลางกล่าวว่า ทำใจดี ๆ ไว้ ลุกขึ้น พระองค์กำลังเรียกเจ้าแล้วคนตาบอดก็สลัดเสื้อคลุมทิ้ง กระโดดเข้าไปเฝ้าพระเยซูเจ้า พระเยซูเจ้าตรัสว่า เจ้าอยากให้เราทำอะไรให้เจ้า?’ คนตาบอดทูลว่า รับบูนี ให้ข้าพเจ้าแลเห็นเถิดพระเยซูเจ้าตรัสกับเขาว่า ไปเถิด ความเชื่อของเจ้าได้ช่วยเจ้าให้รอดพ้นแล้วทันใดนั้น เขากลับแลเห็นและเดินทางติดตามพระองค์ไป

ข้อคิด
คนตาบอดเป็นคนที่น่าสงสาร แต่คนตาบอดทางใจที่เห็นผิดเป็นชอบ ก็น่าสงสารยิ่งกว่าอีก และต้องการการเยียวยารักษา พระคริสตเจ้าทรงเป็นหมอวิเศษ ทรงช่วยประชากรของพระองค์ให้รอด ดังที่ประกาศกเยเรมีย์กล่าวทำนายไว้ ทรงรักษาคนพิการ ทรงรักษาบารทิเมอัส คนตาบอดให้มองเห็นได้อาศัยความเชื่อของเขา ให้เรามีความเชื่อในพระคริสตเจ้าเช่นกัน เพื่อเราจะได้รับการรักษาจากพระองค์ทั้งกายและวิญญาณ