Monday, November 12, 2012

2012 - อาทิตย์ 18 พฤศจิกายน 2012




อาทิตย์ที่ 18 พฤศจิกายน 2555
สัปดาห์ที่ 33 เทศกาลธรรมดา
ทำวัตรสัปดาห์ที่ 1
วันสิทธิมนุษยชน




บทอ่านจากหนังสือประกาศกดาเนียล                   ดนล 12:1-3

เวลานั้น มีคาเอล เจ้านายยิ่งใหญ่ของทูตสวรรค์ ผู้พิทักษ์ประชากรของท่านจะลุกขึ้น จะมีเวลาแห่งความทุกข์ยากอย่างที่ไม่เคยมีมาตั้งแต่เริ่มมีประชาชาติจนถึงเวลานั้น ในเวลานั้น ประชากรของท่าน คือทุกคนที่มีชื่อเขียนไว้ในหนังสือ จะได้รับความรอดพ้น

คนจำนวนมากที่หลับอยู่ในผงคลีดินจะตื่นขึ้น บางคนจะเข้าสู่ชีวิตนิรันดร บางคนจะได้รับความอับอายและความอัปยศอดสูตลอดนิรันดร บรรดาผู้มีปัญญาจะส่องแสงเหมือนแสงสว่างบนท้องฟ้า และบรรดาผู้ที่ช่วยคนจำนวนมากให้มีความชอบธรรมจะส่องแสงเหมือนดวงดาวตลอดไป

เพลงสดุดี                                       สดด 16:5-6 และ 8,9-10,11

ก)    องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงเป็นมรดกส่วนของข้าพเจ้า
และทรงเป็นชะตากรรมของข้าพเจ้า
พระองค์เท่านั้นทรงคุ้มครองชะตาชีวิตของข้าพเจ้าให้ปลอดภัย
เส้นแบ่งเขตที่ดินของข้าพเจ้าอยู่ในพื้นที่รื่นรมย์
มรดกส่วนของข้าพเจ้าช่างงดงามยิ่งนัก

ข)    ข้าพเจ้าตั้งองค์พระผู้เป็นเจ้าไว้เบื้องหน้าข้าพเจ้าเสมอ
ถ้ามีพระองค์ประทับอยู่เบื้องขวา  ข้าพเจ้าจะไม่หวั่นไหว
ดังนั้น หัวใจข้าพเจ้าจึงร่าเริง วิญญาณข้าพเจ้าก็ยินดี
ร่างกายของข้าพเจ้าจะพักผ่อนอย่างปลอดภัย

ค)    เพราะพระองค์จะไม่ทรงทอดทิ้งข้าพเจ้าไว้ในแดนมรณะ
จะไม่ทรงปล่อยให้ผู้ซื่อสัตย์ของพระองค์ต้องเผชิญเหวลึก
พระองค์จะทรงสอนข้าพเจ้าให้รู้จักหนทางแห่งชีวิต
ข้าพเจ้าจะยินดีอย่างเต็มเปี่ยมเมื่ออยู่เฉพาะพระพักตร์
ข้าพเจ้าจะมีความสุขตลอดไปเมื่ออยู่เบื้องขวาของพระองค์

 

บทอ่านจากจดหมายถึงชาวฮีบรู                  ฮบ 10:11-14,18

สมณะทุกคนอยู่ประจำหน้าที่ของตนทุกวัน ถวายเครื่องบูชาอย่างเดียวกันซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่ก็ไม่สามารถอภัยบาปได้ ส่วนพระคริสตเจ้าได้ทรงถวายเครื่องบูชาชดเชยบาปเพียงครั้งเดียว แล้วจึงเสด็จเข้าประทับ ณ เบื้องขวาของพระเจ้าตลอดไป ยังเหลืออยู่ก็เพียงแต่จะให้ศัตรูของพระองค์ถูกปราบลงเป็นที่รองพระบาทเท่านั้น โดยอาศัยการถวายบูชาเพียงครั้งเดียวพระองค์ก็ทรงทำให้ทุกคนที่กำลังรับความศักดิ์สิทธิ์ได้บรรลุถึงความศักดิ์สิทธิ์สมบูรณ์ตลอดไป

เมื่อบาปและความอธรรมเหล่านี้ได้รับการอภัยแล้ว จะไม่มีการถวายเครื่องบูชาชดเชยบาปอีกต่อไป

บทอ่านจากพระวรสารนักบุญมาระโก                      มก 13:24-32

เวลานั้น พระเยซูเจ้าตรัสกับบรรดาศิษย์ว่า ในวันเหล่านั้นเมื่อทุกขเวทนาผ่านไปแล้ว ดวงอาทิตย์จะมืดไป ดวงจันทร์จะไม่ส่องแสง ดวงดาวจะตกจากท้องฟ้า และอานุภาพบนท้องฟ้าจะสั่นสะเทือน เมื่อนั้นประชาชนทั้งหลายจะเห็นบุตรแห่งมนุษย์เสด็จมาในเมฆ ทรงพระอานุภาพและพระสิริรุ่งโรจน์อันยิ่งใหญ่ เมื่อนั้น พระองค์จะทรงใช้บรรดาทูตสวรรค์ไปรวบรวมบรรดาผู้ที่ทรงเลือกสรรจากทั้งสี่ทิศ จากปลายแผ่นดินจนสุดขอบฟ้า

จงเรียนคำอุปมาเรื่องต้นมะเดื่อเทศเถิด  เมื่อมันแตกกิ่งอ่อนและผลิใบ  ท่านย่อมทราบว่าฤดูร้อนใกล้เข้ามาแล้ว ท่านก็เช่นเดียวกัน เมื่อเห็นสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น ก็จงรู้เถิดว่าพระองค์ทรงใกล้เข้ามาอยู่ที่ประตูแล้ว เราบอกความจริงแก่ท่านว่า คนในชั่วอายุนี้จะไม่ล่วงพ้นไปก่อนที่เหตุการณ์เหล่านี้จะเกิดขึ้น ฟ้าดินจะล่วงพ้นไป แต่วาจาของเราจะไม่ล่วงพ้นไปเลย

ส่วนเรื่องวันและเวลานั้น ไม่มีใครรู้เลย ทั้งบรรดาทูตสวรรค์ และแม้แต่พระบุตร นอกจากพระบิดาเพียงพระองค์เดียว

ข้อคิด

เมื่อเรารู้ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นล่วงหน้ากับเราโดยเฉพาะ เราคงต้องเตรียมตัวเพื่อรับมือกับเหตุการณ์นั้นอย่างดีที่สุด พระวาจาของพระเจ้าในวันนี้และวันต่อ ๆ ไป บอกเราล่วงหน้าถึงเหตุการณ์สำคัญในชีวิตที่เราทุกคนจะต้องเผชิญ คือ วันที่พระเยซูเจ้าจะเสด็จกลับมาอีกครั้งหนึ่ง  เพื่อพิพากษาชีวิตของเรา ประกาศกดาเนียลพูดในนามพระเจ้าว่า ทุกคนที่มีชื่อเขียนไว้ในหนังสือ จะได้รับความรอดพ้นบุคคลที่จะมีชื่อในหนังสือนั้นคือผู้ใด คือ บุคคลที่เข้ามาพึ่งพาพระบารมีของพระเยซูเจ้าและช่วยผู้อื่นให้มารู้จักและรับการอภัยบาปจากพระองค์ด้วย รู้แล้วอย่านิ่งเฉย รีบกลับใจ เปลี่ยนแปลงการดำเนินชีวิตเสียใหม่ เพื่อชื่อของท่านจะได้รับการจารึกไว้

 

2012 - เสาร์ 17 พฤศจิกายน 2555




St. Elizabeth of Hungary
เสาร์ที่ 17 พฤศจิกายน 2555
ระลึกถึง น. เอลีซาเบ็ธ แห่งฮังการี นักบวช
สดด 112:1-3,4,5-6
ทำวัตรสัปดาห์ที่ 4

 

บทอ่านจากจดหมายนักบุญยอห์น อัครสาวก ฉบับที่สาม
บทอ่านที่ 1                                                             3 ยน 1:5-8

เพื่อนรัก ท่านทำงานอย่างซื่อสัตย์โดยช่วยเหลือพี่น้องแปลกหน้าเหล่านี้ เขาเป็นพยานยืนยันต่อพระศาสนจักรถึงความรักของท่าน เป็นการดีที่ท่านจะช่วยเขาให้เดินทางต่อไปตามพระประสงค์ของพระเจ้า เขาเดินทางไปเพราะเห็นแก่พระนามของพระคริสตเจ้าเท่านั้นและไม่ได้รับสิ่งใดจากคนต่างศาสนา เป็นหน้าที่ของเราที่จะต้อนรับ และร่วมงานกับบุคคลเหล่านี้ในงานเผยแผ่ความจริง

พระวรสารนักบุญลูกา                                               ลก 18:1-8

เวลานั้น พระเยซูเจ้าทรงเล่าเรื่องอุปมาเรื่องหนึ่งแก่บรรดาศิษย์เพื่อสอนว่าจำเป็นต้องอธิษฐานภาวนาอยู่เสมอโดยไม่ท้อถอย

พระองค์ตรัสว่า ผู้พิพากษาคนหนึ่งอยู่ในเมืองหนึ่ง เขาไม่ยำเกรงพระเจ้าและไม่เกรงใจมนุษย์ผู้ใด หญิงม่ายคนหนึ่งอยู่ในเมืองนั้นด้วย นางมาพบเขาครั้งแล้วครั้งเล่าพูดว่า “กรุณาให้ความยุติธรรมแก่ดิฉันสู้กับคู่ความเถิด” ผู้พิพากษาผู้นั้นไม่ยอมทำตามที่นางขอร้องจนเวลาผ่านไประยะหนึ่ง จึงคิดว่า “แม้ว่าฉันไม่ยำเกรงพระเจ้าและไม่เกรงใจมนุษย์ผู้ใด แต่เพราะหญิงม่ายผู้นี้มาทำให้ฉันรำคาญ ฉันจึงจะให้นางได้รับความยุติธรรม เพื่อมิให้นางรบเร้าฉันอยู่ตลอดเวลา”

องค์พระผู้เป็นเจ้าตรัสว่า จงฟังคำที่ผู้พิพากษาอธรรมคนนั้นพูดซิ  แล้วพระเจ้าจะไม่ประทานความยุติธรรมแก่ผู้เลือกสรรที่ร้องหาพระองค์ทั้งวันทั้งคืนดอกหรือ พระองค์จะไม่ทรงช่วยเขาทันทีหรือ เราบอกท่านทั้งหลายว่าพระองค์จะประทานความยุติธรรมแก่เขาโดยเร็ว แต่เมื่อบุตรแห่งมนุษย์เสด็จมา จะทรงพบความเชื่อในโลกนี้หรือ

ข้อคิด

การมีน้ำใจไมตรีต่อบุคคลแปลกหน้า เป็นคุณลักษณะหนึ่งที่พระเจ้าทรงปรารถนาให้เราที่เป็นบุตรของพระองค์ได้ปฏิบัติต่อกันและกัน นักบุญยอห์นกำชับเราว่า เป็นหน้าที่ของเราที่จะต้อนรับและร่วมงานกับบุคคลเหล่านี้เมื่อเรานึกถึงใจเขาใจเรา สักวันหนึ่งเมื่อเราต้องเป็นคนแปลกหน้า  หรือต้องเป็นคนที่ต้องไปอยู่ต่างที่ต่างถิ่น ในยามนั้นเราคงต้องการการต้อนรับจากคนในท้องถิ่นเช่นเดียวกัน ความเป็นคนแปลกหน้าระหว่างมนุษย์ต่อมนุษย์นั้นเป็นเรื่องที่ไม่น่าเกิดขึ้น แต่การเป็นคนแปลกหน้าระหว่างมนุษย์กับพระเจ้า เป็นเรื่องที่น่าห่วงมากกว่า

2012 - ศุกร์ 16 พฤศจิกายน 2555



St. Margaret of Scotland


ศุกร์ที่ 16 พฤศจิกายน 2555
น.มาร์การิต แห่งสก๊อตแลนด์
น.เกอร์ตรู๊ด พรหมจารี
สดด 119:1-2,10-11,17-19
ทำวัตรสัปดาห์ที่ 4

St. Gertrud
 
 
 
 
บทอ่านจากจดหมายนักบุญยอห์นอัครสาวก ฉบับที่สอง
บทอ่านที่ 1                               2 ยน 1:4-9

ข้าพเจ้ามีความปีติมากที่รู้ว่า บุตรบางคนของท่านดำเนินชีวิตตามความจริงตลอดมา โดยปฏิบัติตามที่เราได้รับพระบัญชาจากพระบิดา เวลานี้ ข้าพเจ้าเขียนมาขอให้ท่านทั้งหลายทำสิ่งหนึ่ง สิ่งนี้ไม่ใช่บทบัญญัติใหม่ แต่เป็นบทบัญญัติที่เรามีมาตั้งแต่แรกเริ่ม นั่นคือ เราจงรักกันเถิด

ความรัก คือการดำเนินชีวิตตามพระบัญญัติ บทบัญญัตินี้ท่านเรียนรู้มาแล้วตั้งแต่แรกเริ่ม คือให้ดำเนินชีวิตในความรัก

คนหลอกลวงจำนวนมากออกไปทั่วโลก พวกนี้ไม่ยอมรับว่าพระเยซูคริสตเจ้าเสด็จมาเป็นมนุษย์ คนเหล่านี้คือคนหลอกลวงและเป็นปฏิปักษ์ต่อพระคริสตเจ้า ท่านจงระวังไว้ มิฉะนั้นงานทุกอย่างของเราจะสูญเปล่า และท่านจะไม่ได้รับค่าตอบแทนอย่างสมบูรณ์ ผู้ใดไม่ดำรงอยู่ในคำสอนของพระคริสตเจ้าและออกไปจากคำสอนนั้น เขาไม่มีพระเจ้าอยู่กับตน แต่ผู้ที่ดำรงอยู่ในสิ่งที่ทรงสอนเท่านั้นมีพระบิดาและพระบุตรอยู่ด้วย

พระวรสารนักบุญลูกา                                      ลก 17:26-37

เวลานั้น พระเยซูเจ้าตรัสแก่บรรดาสาวกว่า เหตุการณ์ได้เกิดขึ้นในสมัยของโนอาห์ฉันใด ก็จะเกิดขึ้นในสมัยของบุตรแห่งมนุษย์ฉันนั้น ผู้คนกิน ดื่ม แต่งงานเป็นสามีภรรยากันจนถึงวันที่โนอาห์เข้าไปในเรือ น้ำวินาศก็ได้ท่วมเขาเหล่านั้นจนตายสิ้น

ในสมัยของโลทก็เช่นเดียวกัน ผู้คนกิน ดื่ม ซื้อขาย ปลูกพืช สร้างบ้าน แต่ในวันที่โลทออกจากเมืองโสดม ไฟและกำมะถันได้ตกจากท้องฟ้ามาเผาผลาญเขาเหล่านั้นจนตายสิ้น ในวันที่บุตรแห่งมนุษย์จะทรงสำแดงองค์ ก็จะเป็นเช่นเดียวกันด้วย

ในวันนั้น คนที่อยู่บนดาดฟ้าและมีข้าวของอยู่ในบ้าน จงอย่าลงมาเอาของเหล่านั้นเลย คนที่อยู่ในทุ่งนาก็เช่นเดียวกัน จงอย่าหวนกลับมาอีก ท่านทั้งหลายจงระลึกถึงเรื่องภรรยาของโลทไว้เถิด ผู้ใดที่พยายามรักษาชีวิตของตนไว้ ก็จะสูญเสียชีวิตนั้น และผู้ใดที่เสียชีวิตของตน ก็จะรักษาชีวิตนั้นไว้

เราบอกท่านทั้งหลายว่า ในคืนนั้น สองคนที่นอนเตียงเดียวกัน คนหนึ่งจะถูกรับไป อีกคนหนึ่งจะถูกทิ้งไว้ หญิงสองคนที่กำลังโม่แป้งอยู่ด้วยกัน คนหนึ่งจะถูกรับไป อีกคนหนึ่งจะถูกทิ้งไว้”

บรรดาศิษย์จึงทูลถามว่า เหตุการณ์นี้จะเกิดขึ้นที่ใด พระเจ้าข้า

พระองค์ทรงตอบว่า ที่ใดมีซากศพ ที่นั่นบรรดาแร้งจะมาชุมนุมกัน

ข้อคิด

เราจะพิสูจน์ว่าใครเป็นบุคคลที่มีพระเจ้าประทับอยู่จริงก็โดยดูว่าคน ๆ นั้นมีความรักต่อผู้อื่นหรือไม่ เพราะความรักเป็นบทสรุปถึงพระบัญญัติของพระเจ้า เพราะคนที่บอกว่าตนเองรักพระเจ้าแต่ไม่รักเพื่อนมนุษย์ คนนั้นก็เป็นคนที่มุสา ดังนั้นคนดีที่มีพระเจ้าประทับอยู่ใจ จึงต้องรักพระเจ้าและรักเพื่อนมนุษย์ คนที่ทำได้เช่นนี้จะได้รับค่าตอบแทนอย่างสมบูรณ์จากพระเจ้า

Saturday, November 10, 2012

2012 - พฤหัสบดี 15 พฤศจิกายน 2555




พฤหัสบดีที่ 15 พฤศจิกายน 2555
น.อัลเบิร์ต ผู้ยิ่งใหญ่ พระสังฆราชและนักปราชญ์ แห่งพระศาสนจักร
สดด 146:7,8-9ก,9ข-10
ทำวัตรสัปดาห์ที่ 4

 
บทอ่านจากจดหมายนักบุญเปาโลอัครสาวกถึงฟิเลโมน
บทอ่านที่ 1 
                                                             ฟม 1:7-20

ท่านที่รักยิ่ง ความรักของท่านทำให้ข้าพเจ้ายินดีและได้รับกำลังใจเป็นอย่างมาก เพราะท่านนำความสงบสุขมาสู่ดวงใจของประชากรศักดิ์สิทธิ์ของพระเจ้า

เดชะพระคริสตเจ้า แม้ว่าข้าพเจ้ามีอำนาจจะสั่งท่านให้ทำสิ่งใดก็ได้ แต่ข้าพเจ้าก็เลือกที่จะขอร้องให้ท่านทำด้วยความรักมากกว่า ผู้ที่ขอร้องนี้คือข้าพเจ้า เปาโล ซึ่งเป็นคนชราและขณะนี้เป็นนักโทษเนื่องจากพระคริสตเยซูด้วย ข้าพเจ้าขอร้องท่านเพื่อบุตรคนหนึ่งของข้าพเจ้า ซึ่งข้าพเจ้าได้ให้กำเนิดขณะที่ถูกจองจำคือโอเนสิมัส ในอดีต เขาไม่มีประโยชน์ใดต่อท่าน แต่ขณะนี้ เขามีประโยชน์ทั้งต่อท่านและต่อข้าพเจ้า ข้าพเจ้ากำลังส่งเขากลับมาหาท่าน นั่นคือข้าพเจ้าส่งดวงใจของข้าพเจ้ามาด้วย อันที่จริงแล้ว ข้าพเจ้าต้องการให้เขาอยู่กับข้าพเจ้าที่นี่ เขาจะได้รับใช้ข้าพเจ้าแทนท่านขณะที่ข้าพเจ้าถูกจองจำเพราะข่าวดี แต่ข้าพเจ้าไม่ต้องการทำสิ่งใดโดยท่านไม่เห็นชอบ เพื่อมิให้ท่านทำความดีเพราะถูกบังคับ แต่ทำด้วยความสมัครใจ ข้าพเจ้าคิดว่า เขาถูกพรากไปจากท่านระยะหนึ่ง เพื่อจะกลับมาอยู่กับท่านตลอดไป มิใช่ในฐานะทาส แต่ในฐานะที่ดีกว่ามาก คือเป็นน้องชายที่รัก ถ้าเขาเป็นที่รักอย่างยิ่งของข้าพเจ้า เขาจะต้องเป็นที่รักของท่านมากกว่าสักเท่าใดเล่า ทั้งในฐานะที่เป็นเพื่อนมนุษย์และในฐานะที่เป็นพี่น้องในองค์พระผู้เป็นเจ้า ถ้าท่านยังยอมรับว่าข้าพเจ้าเป็นมิตรกับท่าน ก็จงต้อนรับเขาเช่นเดียวกับที่ท่านจะต้อนรับข้าพเจ้า ถ้าเขาทำผิดต่อท่านเรื่องใด หรือเป็นหนี้ท่านเท่าใด ก็จงจดลงในบัญชีของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าเขียนด้วยมือของข้าพเจ้าว่า ข้าพเจ้า เปาโล จะชดใช้ให้ทั้งหมด ข้าพเจ้าจะไม่พูดถึงหนี้สินอื่นที่ท่านเป็นหนี้ข้าพเจ้า ดีแล้ว น้องรัก หวังว่าท่านจะทำตามที่ข้าพเจ้าขอร้อง เพราะท่านศรัทธาต่อองค์พระผู้เป็นเจ้า โปรดทำให้ดวงใจของข้าพเจ้าเป็นสุขสงบในพระคริสตเจ้าเถิด

 

พระวรสารนักบุญลูกา                                           ลก 17:20-25

เวลานั้น เมื่อชาวฟาริสีทูลถามว่า พระอาณาจักรของพระเจ้าจะมาถึงเมื่อใดพระเยซูเจ้าตรัสตอบว่า พระอาณาจักรของพระเจ้ามิได้มาอย่างที่จะสังเกตเห็นได้ ไม่มีใครจะพูดว่า พระอาณาจักรอยู่ที่นี่ หรืออยู่ที่นั่นเพราะพระอาณาจักรของพระเจ้าอยู่ในหมู่ท่านทั้งหลายแล้ว

พระเยซูเจ้าตรัสกับบรรดาศิษย์ว่า เวลานั้นจะมาถึงเมื่อท่านปรารถนาเห็นวันของบุตรแห่งมนุษย์แม้เพียงวันเดียว แต่จะไม่ได้เห็น จะมีหลายคนกล่าวกับท่านว่า บุตรแห่งมนุษย์อยู่ที่นั่นหรือ บุตรแห่งมนุษย์อยู่ที่นี่ท่านอย่าออกไป อย่าตามไป เพราะเมื่อสายฟ้าแลบ ย่อมส่องสว่างจากขอบฟ้าหนึ่งไปถึงอีกขอบฟ้าหนึ่งฉันใด บุตรแห่งมนุษย์ก็จะเสด็จมาในวันของพระองค์ฉันนั้น แต่ก่อนจะถึงวันนั้น บุตรแห่งมนุษย์จำเป็นต้องรับการทรมานอย่างมาก และจำเป็นที่คนยุคนี้ไม่ยอมรับพระองค์

ข้อคิด

ฟารีสีทูลถามพระองค์ว่าพระอาณาจักรของพระเจ้าจะมาถึงเมื่อใด แผ่นดินของพระเจ้ามาถึงแล้วในพระเยซูคริสต์ โดยคำสอนและการกระทำของพระองค์ และอยู่ในชีวิตของผู้มีความเชื่อทุกคนด้วย แต่พวกเขากลับมองหาเครื่องหมายเพื่อยืนยัน พวกเขาไม่เปิดตาเปิดใจต่อสิ่งที่พระเยซูเจ้าทรงกระทำและที่พระองค์ตรัสสอน พวกเขาจึงไม่สามารถเข้าถึงคำสอนของพระองค์เกี่ยวกับพระอาณาจักรสวรรค์ที่พระองค์ทรงป่าวประกาศ เพราะพระอาณาจักรสวรรค์อยู่ท่ามกลายพวกเราแล้วพร้อมกับองค์พระเยซูเจ้า

 

2012 - พุธ 14 พฤศจิกายน 2555




พุธที่ 14 พฤศจิกายน 2555
สัปดาห์ที่ 32 เทศกาลธรรมดา
สดด 28:1-6
ทำวัตรสัปดาห์ที่ 4

 

บทอ่านจากจดหมายนักบุญเปาโลอัครสาวกถึงทิตัส
บทอ่านที่ 1                                                                ทต 3:1-7

จงตักเตือนเขาเหล่านั้นให้อยู่ใต้อำนาจและเชื่อฟังเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจ พร้อมที่จะทำความดีทุกประการ ไม่กล่าวร้ายผู้ใด หลีกเลี่ยงการทะเลาะวิวาท มีความอดกลั้นและสุภาพอ่อนโยนต่อทุกคน ในอดีต เราเคยเป็นคนโง่ ไม่เชื่อฟัง และหลงผิด เป็นทาสของกิเลสตัณหาและความหลงระเริงต่าง ๆ ขณะนั้นเราดำเนินชีวิตอย่างชั่วร้าย มีความอิจฉาริษยา น่ารังเกียจและเกลียดชังกัน

แต่เมื่อพระเจ้าพระผู้ไถ่ของเราทรงแสดงพระทัยดีและความรักต่อมนุษย์ พระองค์ทรงช่วยเราให้รอดพ้นมิใช่เพราะกิจการชอบธรรมใด ๆ ที่เรากระทำ แต่เพราะความรักมั่นคงของพระองค์ ทรงใช้น้ำชำระเราให้สะอาด เราจึงเกิดใหม่และได้รับการฟื้นฟูโดยพระจิตเจ้า พระองค์ทรงหลั่งพระจิตเจ้าลงเหนือเราอย่างอุดมโดยทางพระเยซูคริสตเจ้าพระผู้ไถ่ของเรา เพื่อพระหรรษทานของพระองค์จะบันดาลให้เรากลับเป็นผู้ชอบธรรมและเป็นทายาทในความหวังว่าจะได้ชีวิตนิรันดร

 

พระวรสารนักบุญลูกา                                            ลก 17:11-19

ขณะที่พระเยซูเจ้าเสด็จไปยังกรุงเยรูซาเล็มนั้น พระองค์เสด็จผ่านแคว้นสะมาเรียและกาลิลี เมื่อเสด็จเข้าไปในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง คนโรคเรื้อนสิบคนเข้ามาเฝ้าพระองค์ ยืนอยู่ห่างพระองค์ ร้องตะโกนว่า พระเยซู พระอาจารย์ โปรดสงสารพวกเราเถิด

พระองค์ทอดพระเนตรเห็นจึงตรัสกับเขาว่า จงไปแสดงตนแก่บรรดาสมณะเถิด

ขณะที่เขากำลังไป เขาก็หายจากโรค คนหนึ่งในสิบคนนี้ เมื่อพบว่าตนหายจากโรคแล้ว ก็กลับมา พลางร้องตะโกนสรรเสริญพระเจ้า ซบหน้าลงแทบพระบาท ขอบพระคุณพระองค์ เขาผู้นี้เป็นชาวสะมาเรีย

พระเยซูเจ้าจึงตรัสว่า ทั้งสิบคนหายจากโรคมิใช่หรือ อีกเก้าคนอยู่ที่ใดเล่า ไม่มีใครกลับมาถวายพระเกียรติแด่พระเจ้านอกจากคนต่างชาติคนนี้หรือแล้วพระองค์ตรัสกับเขาว่า จงลุกขึ้น ไปเถิด ความเชื่อของท่านทำให้ท่านรอดพ้นแล้ว

ข้อคิด

เป็นครั้งที่สามที่ลูกาเขียนถึงการเสด็จไปที่กรุงเยรูซาเล็มของพระเยซู เพื่อแสดงให้เห็นถึงจุดหมายปลายทางแห่งภารกิจของพระองค์ แต่อย่างไรก็ตามพระองค์เองก็ยังทรงสนพระทัยและแสดงพระเมตตาต่อผู้เข้ามาขอความช่วยเหลือจากพระองค์เสมอ ซึ่งเราได้เห็นคนโรคเรื้อนสิบคนเข้ามาร้องขอความช่วยเหลือจากพระองค์ พระองค์ก็ไม่ได้ปฏิเสธพวกเขาเหมือนกับคนอื่น ๆ ที่ตัดคนเหล่านี้ออกจากสังคม พระองค์ก็ทรงรักษาพวกเขาให้หายจากโรคเรื้อน แต่สิ่งที่สำคัญก็คือเพียงคนเดียวที่กลับมาขอบคุณพระองค์ ส่วนอีกเก้าคนไม่ได้กลับมา บางครั้งในชีวิตเราก็ลืมที่จะขอบคุณพระองค์สำหรับพระพรและพระหรรษทานที่พระองค์ประทานให้เราในชีวิตประจำวัน จงกลับมาขอบคุณพระองค์เสมอ

 

2012 - อังคาร 13 พฤศจิกายน 2555




อังคารที่ 13 พฤศจิกายน 2555
สัปดาห์ที่ 32 เทศกาลธรรมดา
สดด 37:3-4,18-19,23,27,29
ทำวัตรสัปดาห์ที่ 4

 

บทอ่านจากจดหมายนักบุญเปาโลอัครสาวกถึงทิตัส
บทอ่านที่ 1                                                      ทต 2:1-8,11-14

พี่น้อง  ท่านจงเทศน์สอนสิ่งที่สอดคล้องกับหลักคำสอนที่ถูกต้อง จงสอนชายสูงอายุให้มัธยัสถ์ในการกินการดื่ม ทำตนเป็นที่ควรเคารพนับถือ มีเหตุผล มีความมั่นคงในความเชื่อ ความรัก และความอดทน ทำนองเดียวกัน จงสอนสตรีสูงอายุให้ประพฤติตนเหมาะสมกับการเป็นผู้มีความเชื่อ ไม่ใส่ความ ไม่นินทาและไม่ติดสุรา พวกเขาเหล่านั้นจะเป็นผู้อบรมสั่งสอนหญิงที่เยาว์วัยกว่าให้รู้ว่าจะต้องรักสามีและบุตรของตนอย่างไร จะต้องมีเหตุผลและทำตนให้บริสุทธิ์อย่างไร จะต้องทำงานบ้าน ต้องสุภาพอ่อนโยนและนอบน้อมต่อสามีอย่างไร เพื่อจะไม่ทำให้พระวาจาของพระเจ้าถูกกล่าวร้าย จงตักเตือนชายหนุ่มให้รู้จักมีเหตุผลในทุกสิ่ง โดยท่านจะต้องเป็นแบบอย่างในกิจการที่ดี เมื่อสอนก็จงสอนด้วยความจริงใจและจริงจัง โดยสอนคำสอนที่ถูกต้องไม่มีผู้ใดตำหนิได้ เพื่อฝ่ายปฏิปักษ์จะรู้สึกอายและไม่มีสิ่งใดตำหนิเราได้

พระหรรษทานของพระเจ้าปรากฏขึ้นเพื่อช่วยมนุษย์ทุกคนให้รอดพ้น สอนเราให้ละทิ้งอธรรมและโลกียตัณหา เพื่อดำเนินชีวิตอย่างมีสติสัมปชัญญะด้วยความชอบธรรมและด้วยความเคารพรักพระเจ้าในโลกนี้ ขณะที่เรากำลังรอคอยการสำแดงพระองค์ในพระสิริรุ่งโรจน์ของพระคริสตเยซู พระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่และพระผู้ไถ่ของเรา เป็นความสุขที่เราหวังไว้ พระองค์ทรงมอบพระองค์เพื่อเรา เพื่อไถ่กู้เราจากอธรรมทั้งหลาย ชำระประชากรให้บริสุทธิ์เพื่อจะเป็นประชากรของพระองค์ และเป็นผู้ปรารถนาจะทำแต่ความดี

พระวรสารนักบุญลูกา                                              ลก 17:7-10

เวลานั้น พระเยซูเจ้าตรัสว่า

ท่านผู้ใดที่มีคนรับใช้ออกไปไถนา หรือไปเลี้ยงแกะ เมื่อคนรับใช้กลับจากทุ่งนา ผู้นั้นจะพูดกับคนรับใช้หรือว่า เร็วเข้า มานั่งโต๊ะเถิดแต่จะพูดมิใช่หรือว่า จงเตรียมอาหารมาให้ฉันเถิด จงคาดสะเอว คอยรับใช้ฉันขณะที่ฉันกินและดื่ม หลังจากนั้นเจ้าจึงกินและดื่มนายย่อมไม่ขอบใจผู้รับใช้ที่ปฏิบัติตามคำสั่งมิใช่หรือ ท่านทั้งหลายก็เช่นเดียวกัน เมื่อท่านได้ทำตามคำสั่งทุกประการแล้ว จงพูดว่า ฉันเป็นผู้รับใช้ที่ไร้ประโยชน์ เพราะฉันทำตามหน้าที่ที่ต้องทำเท่านั้น’”

ข้อคิด

ในพวกท่าน...มีบ่าว พระเยซูทรงใช้ตัวอย่างของชาวไร่คนหนึ่งที่มีคนใช้คนเดียวซึ่งเป็นสถานการณ์ธรรมดาในชนบทกาลิลี สะมาเรียและยูเดีย เราทุกคนเป็นเครื่องมือของพระองค์ ทำงานให้พระองค์ด้วยความสุภาพถ่อมตน เราต้องเต็มใจให้พระองค์ทรงใช้เราตามพระประสงค์ของพระองค์ด้วยความยินดีเสมอ โดยไม่แสดงสิทธิพิเศษอะไร ในฐานะเป็นผู้รับใช้ของพระองค์ เหมือนดั่งที่พระเยซูเจ้าพระองค์เองไม่ได้ทรงแสดงอภิสิทธิ์อะไรจากพระบิดา เพียงแต่ทำตามพระประสงค์ของพระบิดาให้สำเร็จ

 

2012 - จ้นทร์ 12 พฤศจิกายน 2555




จันทร์ที่ 12 พฤศจิกายน 2555
ระลึกถึง น. โยซาฟัต พระสังฆราชและมรณสักขี
สดด 24:1-2,3-4,5-6
ทำวัตรสัปดาห์ที่ 4


บทอ่านจากจดหมายนักบุญเปาโลอัครสาวกถึงทิตัส
บทอ่านที่ 1                                                                ทต 1:1-9

จากเปาโล ผู้รับใช้ของพระเจ้า ผู้เป็นอัครสาวกของพระเยซูคริสต์ ผู้รับมอบหมายให้นำความเชื่อมาสู่ผู้ที่พระเจ้าทรงเลือกสรร เพื่อให้รู้ความจริงซึ่งเป็นพื้นฐานของความเคารพรักพระเจ้า เพื่อให้เขามีความหวังว่าจะได้รับชีวิตนิรันดร พระเจ้าไม่ทรงมุสา พระองค์ทรงสัญญาจะประทานชีวิตนิรันดรนี้นานมาแล้ว เมื่อถึงเวลาที่กำหนด พระเจ้าพระผู้ไถ่ของเราทรงเผยพระวาจาโดยมีพระบัญชาให้ข้าพเจ้าประกาศพระวาจานี้ ถึงทิตัสผู้เป็นบุตรแท้จริงของข้าพเจ้าในความเชื่อที่เรามีร่วมกัน

ขอพระหรรษทานและสันติจากพระเจ้า พระบิดา และจากพระคริสตเยซู พระผู้ไถ่ของเรา สถิตอยู่กับท่านเถิด

ข้าพเจ้าทิ้งท่านไว้ที่เกาะครีต เพื่อท่านจะได้จัดการเรื่องที่ยังค้างอยู่ให้เรียบร้อย และเพื่อแต่งตั้งกลุ่มผู้อาวุโสทุกเมืองตามวิธีการที่ข้าพเจ้าบอกไว้ ผู้อาวุโสแต่ละคนจะต้องประพฤติดีไม่มีที่ตำหนิ ต้องแต่งงานเพียงครั้งเดียว และบุตรของเขาก็ต้องมีความเชื่อ ไม่ถูกครหาว่าประพฤติเสเพลและดื้อรั้น ส่วนผู้ปกครองดูแลต้องประพฤติดี ไม่มีที่ตำหนิ เพราะเขาเป็นผู้ดูแลบ้านของพระเจ้า ต้องไม่หยิ่งยโส ไม่เป็นคนเจ้าอารมณ์ ไม่เป็นนักดื่ม ไม่ชอบใช้ความรุนแรง ไม่โลภ แต่ต้องมีอัธยาศัยไมตรี รักคุณงามความดี มีเหตุผล เที่ยงตรง มีศรัทธาและรู้จักบังคับตนเอง เขายังต้องยึดมั่นในหลักคำสอนที่ถูกต้องตามที่ได้รับสืบทอดต่อกันมา เพื่อเขาจะตักเตือนผู้อื่นได้ ทั้งให้คำแนะนำด้วยคำสอนที่ถูกต้อง ตอบโต้ผู้ที่คัดค้านคำสอนนั้นได้

พระวรสารนักบุญลูกา                                               ลก 17:1-6

พระเยซูเจ้าตรัสกับบรรดาศิษย์ว่า เหตุที่ชักนำให้ทำบาปจะเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่วิบัติจงเกิดแก่ผู้ที่เป็นเหตุให้บาปเกิดขึ้น ถ้าจะเอาหินโม่แขวนคอเขาและโยนเขาลงทะเล จะเป็นการดีกว่าปล่อยให้เขาเป็นเหตุชักนำคนธรรมดา ๆ เหล่านี้แม้เพียงคนเดียวให้ทำบาป ท่านทั้งหลายจงระวังตนให้ดีเถิด

ถ้าพี่น้องของท่านทำผิด จงตักเตือนเขา ถ้าเขากลับใจ จงให้อภัยแก่เขา ถ้าเขาทำผิดต่อท่านวันละเจ็ดครั้ง และกลับมาหาท่านทั้งเจ็ดครั้ง พูดว่า ฉันเสียใจท่านจงให้อภัยเขาเถิด

บรรดาอัครสาวกทูลองค์พระผู้เป็นเจ้าว่า โปรดเพิ่มความเชื่อให้พวกเราเถิดองค์พระผู้เป็นเจ้าจึงตรัสว่า ถ้าท่านมีความเชื่อเท่าเมล็ดมัสตาร์ด และพูดกับต้นหม่อนต้นนี้ว่า จงถอนรากแล้วไปขึ้นอยู่ในทะเลเถิดต้นหม่อนต้นนั้นก็จะเชื่อฟังท่าน

ข้อคิด

จำเป็นต้องมีเหตุให้หลงผิด แปลว่า จะมีเหตุให้หลงผิดเกิดขึ้นอย่างแน่นอน เป็นคำเตือนไม่ให้สาวกหลงผิด และจะต้องไม่เป็นเหตุทำให้ผู้อื่นหลงผิดเช่นกัน แต่เป็นหน้าที่ของเราที่จะต้องคอยตักเตือน หนุนนำจิตใจ และให้อภัยแก่กันและกัน เพื่อจะได้มีการกลับใจเสมอ ๆ